For roman characters' lyrics of "Subaru", go to my previous post here

Sunday, June 25, 2006

Dream Came True


DSC00149
Originally uploaded by nashara.

Great-Grandpa, this one's for you! :)

I was so happy I heard from grandma that you were also a popular public speaker in your day.

103 years later, I repeated the task in your honor! The topic of my speech was our destiny--how you and I never met but yet we walked on the same path towards the same dream.

Thanks for always being there as my great inspiration, great-grandpa! :)

Lots of love.

Saturday, June 17, 2006

Kissing the Trophy


I guess we all seem to think nothing of it when we see athletes kissing their trophy after winning a tournament. In fact, I would say that we all assume that it is even expected. A rule rather than an exception. A mandatory pose for the press? May be.

I was one of those who used to think like that too, until today, when I lifted up my own trophy to kiss. No, I'm not an athlete and it was not a grand slam tournament I was winning. But, for that very moment, I thought I finally got to understand why those athletes act the way they do.

It was the moment of total exhiliration. I felt so happy beyond words. I could not remember the last time I felt like that. Must be more than 20 years ago when I was in high school when we were winning the national championship quiz? Well, but at that time, I did not get to receive the trophy myself, my school principal did. I only got some kind of pin. But I think the happiness was similar.

And may be that makes today's event even more special. Not that I've never won anything. With other scholarship or student exchange program, you don't get into this kind of competitive environment, and, of course, there was no trophy.

So, after the formalities were done and I was alone on the stage, I must admit that I could not resist the urge of lifting up my trophy to kiss it a la French Open! That drew some laughs from the crowd who did not expect such a scene at the end of a Japanese speech contest!

Now they are having the Trophy engraved with my name and they will let me know later when it is ready. I don't know if anyone caught the moment I was kissing the trophy on camera. Will have to ask them later.

Today's total exhiliration reminds me of two similar lessons. First, from my mother. She told me today after congratulating me on the phone that I should not let success carrying me away, and that I should always remain humbled and grateful to everyone who has helped me come this far, such as the kind teachers who have corrected my speech.

Second, I think about what I used to read while doing literature review for my dissertation. Somewhere I read that a good samurai should always remain humbled and strive to do better all the time and never let the praise carried him away. I must tell my mom some day that she sounds like a samurai's mother all right! hee hee hee Anyway, what i means is that virtues are the same everywhere, the very essence of it.

I will go to meditate in Chiangmai tomorrow for a week. Meanwhile, I will give all my prize money to my mother as I planned earlier. After all, I have come this far in life because of her! And of course, I will dedicate the merit from this meditation retreat in Chiangmai to HM the King also.

Last, but not at all least, I am sure both my great-grandpa and great-great grandpa would be happy today if they were here. I will also dedicate my merit from this meditation retreat to them. I thought a lot about them today. Not only because my speech was about them, but also because I silently asked for their mental support! They were my inspiration related to going to Japan this time, actually. And I guess my prayer was heard...somehow.

Jaa, mina-sama. Go-seichoo, doomo arigatoo gozaimashita!


DSC00596

Friday, June 02, 2006

Spochan スポチャン -- วิทยายุทธเพลงดาบซามูไร

เคยเขียนเรื่อง Chanbara チャンバラ หรือ  Spochan  スポチャン ไปนานแล้ว นั่นก็คือ การดวลดาบผ้าอัดลมที่เป็นกีฬาศิลปป้องกันตัวอย่างหนึ่งของญึ่ปุ่นที่มีรากฐานมาจากการดวลของซามูไรนี่นั่นแหละ แต่เมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครสอนหรือเรียนกัน นอกจากรร.ญี่ปุ่น และที่เซนเซเราสอนนร.ญี่ปุ่นที่ยิมที่เราไปเรียนด้วย เข้าใจว่าตอนนี้มีรร.อุดมศึกษาให้ฝรั่งชาวยูเครนไปญี่ปุ่นแค่ไม่กี่วันเพื่อไปสอบเอาใบประกาศเพื่อมาสอนแล้ว เพราะวันก่อนฝรั่งมาดูเซนเซเราสอนเด็กแล้วเล่าให้ฟัง เซนเซยังคุยกับเราอย่างแปลกใจหลังจากที่ฝรั่งกลับไปแล้วว่าทำไมเขาไปเรียนไม่กี่วันแล้วได้เป็นครูผู้สอนได้


(รูปจากเวบของ www.internationalsportschanbara.net)

เมื่อวานนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้ไปเรียน เล่น ซ้อม (และโดนซ้อม) กับเด็ก ๆ โดยหนนี้เซนเซให้เราฝึกคุมเด็ก ออกคำสั่งมากขึ้น พักหลังเซนเซ ซ้อมให้เราหนักดีมาก วันนี้ก็ล่อมาอย่างอ่วม ไม่น่าเอานิ้วก้อยไปอวดตอนก่อนเรียนเลยว่า ของอาทิตย์ที่แล้วยังไม่หายเขียวเลยเซนเซ ปรากฏว่า เลยได้มาอีกสองช้ำใหญ่ หนนี้สองมือเลย คงหายซ่าไปอีกนาน

แต่ก็เป็นอย่างที่เดาเอาไว้นั่นแหละว่า เขาจงใจโหด เพราะวันนี้มีเลคเชอร์ปากเปล่าหลังเรียนจบอีกว่า นี่จะสอบขึ้นสายดำดั้ง ๑ แล้วนะ เพราะฉะนั้น จะออกอาวุธแต่ละครั้ง ต้องเล็งผลให้โดนเป้า ห้ามออกมั่ว เพราะเราเล่นออกแบบหมัดแย็บเก็บคะแนนไง และกะใช้ดาบกวนสายตาเซนเซก่อนตีด้วย ซึ่งเซนเซห้ามใช้วิธีนี้ บอกว่าเป็นวิธีเด็ก ๆ ต้องให้เล่นแบบผู้ใหญ่อย่างเดียว คือนิ่ง ๆ แต่ถ้าจะออกอาวุธเมื่อไหร่ ต้องออกสุดแรงเกิดและต้องตีเข้าเป้าเสียงดังถล่มทลายให้พิการไปข้างนึง อะไรทำนองนั้น แบบให้คู่ต่อสู้ตายในดาบเดียว หรือแขนขาด ขาขาด ตาบอด อะไรเทือกนั้น ในการฟาดไปทีเดียว

ทำให้นึกถึงว่าเคยอ่านเจอในหนังสือที่ค้น ๆ ทำวิทยานิพนธ์นี่แหละ เป็นคำพูดเกี่ยวกับปรัชญาการใช้ดาบของญี่ปุ่น(ที่ต่างกับของจีน) ว่า หนึ่งดาบตัดขาดออกเป็นสองส่วนหรือสามส่วนนี่แหละ ความหมายนัยยะที่ซ่อนไว้ก็คือ การออกดาบแม้นเพียงครั้งเดียวก็ต้องให้ได้ประโยชน์ ไม่งั้นเสียพลังงาน ว่างั้น ทีเดียวต้องให้ได้ตามจุดประสงค์ คือหยุดคู่ต่อสู้ได้สำเร็จ ถ้าไม่ตาย ก็ต้องพิการ ไม่สามารถสู้กับเราได้ต่อไป นั่นคือสถานการณ์ในสนามรบสมัยก่อนน่ะนะ เดาเอา ต้องไปค้นดูใหม่แล้ว เอ...อยู่เล่มไหนนะ รู้สึกจะเล่มของ มูเนโนริ ที่เป็นอาจารย์ดาบของโชกุนโตกุกาว่า คนที่สาม

เซนเซอธิบายหลักการตรงนี้ว่า เขาสอนวิชาการใช้ดาบซามูไร คือ Batttou Jutsu 抜刀術 เป็นหลัก เพราะฉะนั้น เขาต้องการให้เรานำหลักการนั้นมาใช้ตรงนี้ด้วย นั่นก็คือ ทุกสิ่งเกี่ยวกับจิตใจ ขรึม ขลัง หนักแน่น จริงจัง มีปรัชญาแฝง ไม่ใช่อะไรเล่น ๆ ไร้สาระเย้ว ๆ แบบศิลปะป้องกันตัวทั่วไปที่เป็นเรื่องของแพ้ชนะ เพราะวันแรกที่เซนเซใส่หน้ากากมาประลองกับเรานั้น เราบอกเซนเซทีหลังจบคลาสว่า มีอยู่ตอนนึงที่เราอยากทำอย่างในหนังซามูไรที่เซนเซให้เรายืมมาดู นั่นก็คือ ทิ้งดาบลงกับพื้น คุกเข่า แล้วก็บอกว่า ข้าขอยอมแพ้แล้ว อะไรประมาณนัน เพราะตอนที่จรดดาบจะเริ่มต้นยกนั้น เราหาจุดเปิดที่จะโจมตีเซนเซไม่ได้เลย อะไรนั่น เป็นไปได้ไง เขาก็ยืนอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ แต่ไม่ว่าเราจะพยายามมองตรงไหน เหมือนมันปิดไปหมด จนใจจริง ๆ มันดูเป็นภาพที่หลอนมากเลยน่ะ เราจำความรู้สึกนั้นได้แม่นมากเลย ถ้าใครไม่เคยดวลกับปรมาจารย์ดาบซามูไรที่สามารถทำสภาวะจิตใจระดับนี้ได้ คงยากที่จะเข้าใจว่า เขาปิดจุดโจมตีของเขาด้วย "ใจ" ได้อย่างไร

ตอนหลังเราถามว่าเซนเซทำยังไง เซนเซบอกว่า นั่นแหละ คือ จิตใจที่ไม่ได้อยากจะเอาชนะ เรายกมือเกาหัวแกรก ๆ เลย คือเรารู้ในหลักการน่ะนะ แต่ว่ามันทำยังไงน่ะ เพราะว่าให้ไม่ไปสู้ก็ได้ เราไม่ได้เป็นคนที่ชอบสู้กับใครในชีวิตจริงอยู่แล้ว เราเป็นนักประนีประนอม แต่พอเข้าสังเวียน แล้วบอกให้ไม่อยากเอาชนะนี่น่ะนะ แค่ทำใจให้ฮึกเหิมจะต้องเอาดาบไปตีหัวกบาลใครก็ยากจะตายอยู่แล้ว แถมต้องไปตีหัวครูบาอาจารย์อีก สำหรับคนไทยนิสัย(ค่อนข้าง)สุภาพอย่างเราแล้วทำลำบากมาก แต่พอจะฝึกให้กล้า ๆ หน่อย ก็บอกว่าให้ทำใจให้ไม่อยากชนะอีกแล้ว

ความจริงเราก็เคยอ่านเรื่องนี้มานานแล้ว ในมูซาชิ และอื่น ๆ แต่ว่ามันทำไม่เป็นน่ะ เซนเซบอกว่า ฝึกสมาธิไปนาน ๆ แล้วก็จะเป็นเอง เพราะเซนเซรู้ว่าเราไปเข้าคอร์สวิปัสสนาบ่อย ซึ่งมันก็เหมือนเซนนี่แหละ เซนเซเป็นคนไม่ค่อยสอนมากเป็นคำพูด แต่ชอบให้ลงมือทำ แล้วเข้าใจเอง เป็นอะไรที่ เซ้น เซน และถ้าจะพูด จะไม่พูดเกี่ยวกับร่างกายเลย ซึ่งจะผิดกับการสอนศิลปะป้องกันตัวอื่น ๆ มาก จะพูดเกี่ยวกับสภาวะของจิตใจ และปรัชญาเซนเท่านั้น เช่น การออกดาบในแต่ละช่วง จะทำให้ถูก ต้องทำใจให้เป็นเหมือนทะเลแบบไหน ตอนแรกเป็นทะเลสงบ ตอนฟันเป็นทะเลที่มีสึนามิ ตอนเก็บดาบให้เป็นทะเลสงบอีกครั้ง โห...อย่างนี้จำแม่นเลย ชอบ ๆ (แต่ยังทำไม่ได้ แหะ ๆ)

ทีนี้ กลับมาเรื่องซ้อมคู่กับเซนเซใหม่

เมื่อวาน มันเป็นการเล่นแบบทั้งยก ซึ่งเหนื่อยมากกว่าจะครบยก ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นดาบจริง ถูกฟาดมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขนาดนั้น (ขนาดดาบผ้านะนั่น คิดเอาเองว่าการตีแรงขนาดช้ำห้อเลือดได้เป็นอาทิตย์ ๆ แล้วยังไม่หายนี่แรงขนาดไหน) เราคงตายไปแล้วทันที ไม่หัวแบะ ก็แขนขาด แต่เนื่องจากมันไม่ตายทันทีไง มันตายแล้วเกิดใหม่อยู่นั่นแหละ เลยเข้าใจทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิดไปอีกแบบนะ ได้ยินเสียงตัวเองหอบหายใจแรงมากอยู่ในหน้ากากหมวกกันน็อคนั่นแหละ เป็นเสียงที่น่ากลัวนะ เหมือนปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ตอนนั่งสมาธิบางทีแล้วสมาธิยิ่งเกินบางทีจะได้ยินเสียงความเงียบ เหมือนวิปัสสนูปกิเลสตัวปัสสธินะ คิดว่า เป็นความสงบ แล้วในความสงบนั้นเราก็ได้ยินเสียงของความเงียบนะ แต่เป็นเสียงที่อยู่ในความสงบ อธิบายไม่ถูก ชอบด้วย ต้องกำหนดว่าชอบหนอ ๆ ไม่เที่ยงหนอ อะไรทำนองนี้ เพราะบางทีติดสุข ติดกับความสงบไปมันจะไม่สามารถก้าวข้ามพ้นไปขั้นปัญญาได้ สมาธิมันจะดึงไปดิ่งลึกเกิน

เรียนสมาธิเคลื่อนไหวแบบเซนมันก็เจ็บปวดอย่างนี้เอง แต่ตอนเอานิ้วก้อยไปอวดเซนเซ ก็รีบบอกว่า ไม่เป็นไรนะ ชอบ เนื่องจากทำให้จำ และเรียนรู้ เซนเซก็ดูจะยิ้ม ๆ ก็เลยสนองนโยบายเสียอ่วม วันนี้ตอนสู้กับเซนเซจิตใจว้าวุ่นกว่าอาทิตย์ที่แล้ว ไม่สามารถตีเซนเซได้เกินหนนึง และไม่แรงด้วย อาทิตย์ที่แล้วยังโดนสองที โดนหน้ากากเซนเซหนึ่งที ดีใจแทบแย่ ยังนึกว่าเซนเซยอมให้เลย คิดว่าน่าจะยอมให้ เพื่อเป็นกำลังใจ และคงให้เด็กอนุบาลญี่ปุ่นที่เซนเซให้เราฝึกสอนอยู่กลัวเรา

วันนี้เราสู้ด้วยใจที่ไม่ฮึกเหิมเท่าหนที่แล้วเพราะจิตใต้สำนึกมันคงกลัวเจ็บ และเซนเซเล่นเอาเบาะมากั้นเป็นแนวเวทีเหมือนเวทีมวยแต่เล็กกว่ามากเพื่อไม่ให้เราเต้นฟุตเวิร์คหนีไปได้ไกลด้วย สงสัยกลัวเราใช้ลูกเล่นแบบนักมวยไทยคือเอะอะก็ตีกรรเชียงหนีไว้ก่อน หนีก็ไม่ได้ ตีก็ไม่โดนเซนเซ แล้วเซนเซก็สืบเท้าต้อนเราเข้ามุมอย่างเดียว จะเหลือเหรอ ตอนหลังเซนเซเห็นมือขวาที่ถือดาบเราท่าทางจะแย่แล้ว ก็เลยออกคำสั่งให้เปลี่ยนมือถือดาบเป็นมือซ้ายแทน คือสำนักเราก็สืบมาจากมูซาชิเหมือนกันนั่นแหละ คือเป็นดาบสองมือก็ได้

แต่ปรากฏว่า พอถือมือซ้าย ก็ใช่ว่าจะรอด มือซ้ายกลับโดนเต็ม ๆ กว่ามือขวา ดาบกระเด็นหลุดจากมือออกนอกเวทีไปเลย ถ้ามีปี๊บก็คงขอยืมมาคลุมหัวเดินออกไปเก็บดาบแล้วล่ะ แต่เซนเซก็ดีนะ ไม่เข้ามาตีซ้ำ ทั้ง ๆ ที่กติกาการแข่งจริงให้เข้ามาตีซ้ำได้ ยังให้เรารีบเก็บดาบกลับมาก่อน แล้วค่อยสู้ต่อ ไม่งั้นมันจะดูเป็นฉากยากูซ่าซ้อมตัวประกันอ้วน ๆ จนเกินไป แล้วเดี๋ยวตัวประกันกระอักเลือดตายก่อนหนังจบไปเสียก่อน

นอกจากนี้ ก็มีช่วงที่อีนุงตุงนังที่เซนเซให้เราฝึกทำทุกอย่างทั้งถือดาบเป็นคู่ซ้อมกับเด็ก ๆ และออกคำสั่งไปด้วย โห...ยังกับจะจำได้หมดน่ะ เซนเซไม่ช่วยด้วย แต่ให้เราถือโพยที่สั่งพิมพ์ไปจากบ้านอ่านได้ เซนเซส่งมาให้เป็นตัวฮิรากานะน่ะ แต่อ่านไปผิดไปอยู่นั่นน่ะ คือไม่มั่นใจเรื่องสำเนียงน่ะหนึ่ง แต่ตัวฮิรากานะจะทำให้เรางงมากกว่าคันจิ เพราะมันเหมือนเป็นโฟเนติกส์ สู้ส่งคันจิมาเลยดีกว่าเซนเซ (แน่ะ ทำซ่าอีกแล้ว) จนน้องหมี(เขาชื่อ คุมะ แปลว่า หมี) ตัวอ้วนแน่น ตากลมโต สูงแค่เอวเรา ที่ซ้อมคู่กับเราในแถว แอบเหลือบตามองขึ้นมาแล้วคอยกระซิบบอกบทเราเป็นระยะ ๆ น่ารักมาก ดีที่เซนเซจับเขาคู่กับเรา เพราะเขาเก่งกว่าคนอื่น และเรื่ยนมานานแล้ว ถ้าเราออกคำสั่งผิด เขาก็จะทำตาโตแล้วสั่นหัวดิ๊ก ๆ ถ้าเราพูดถูกแล้ว เขาก็จะพยักหน้าหงึก ๆ เป็นภาพที่ดูไม่จืดเลย นักศึกษาปริญญาเอกต้องให้เด็กอนุบาล ๕ ขวบสอนบอกว่าต้องพูดยังไงถึงจะถูก เป็นการลดอัตตาตัวตนที่ดีมาก

แต่ลองทำดูบ้างไหมล่ะ มือนึงถือกระดาษเป็นปึ๊งที่เย็บแม็กมาแล้วหลุดออกจากกัน มือนึงถือดาบแล้วต้องคอยตีไปด้วย ตาก็คอยมองว่าเด็กคนอื่นพร้อมหรือยัง แล้วคอยออกเสียงภาษาญี่ปุ่นที่เพิ่งเรียนมาได้ไม่ถึงสองปีดีในคอร์สภาคค่ำให้ถูกตอน แล้วต้องคอยมองน้องหมีคุมะไปด้วย ว่าเขาตีถูกไหม หรือเราตีพลาดไปถูกหัวเขาหรือเปล่า แทนที่จะต้องเป็นการตีดาบเขาที่ยกขึ้นมาเป็นเป้าให้ แล้วมีตอนนึงโพยหลุดจากมือกระจาย น้องคุมะก็วิ่งไปเก็บมาให้อีก โอ๊ย วุ่นวายไปหมด sumimasen เราต้องบอกน้องหมีอ้วนเขา

สรุปว่าวันนี้ตอนเรียนดาบซามูไรเดี่ยว ๆ กับเซนเซทุกอย่างก็สงบเรียบร้อยดี ดูเคร่งขรึมในชุดซามูไร เสื้อขาว กางเกงฮากามะสีดำ คาดดาบที่เอวข้างซ้าย แต่พอเปลี่ยนชุดเป็นชุดเหมือนยูโดแต่สีดำมาเล่นกับเด็ก ๆ เท่านั้น ไหนจะโดนเซนเซซ้อม ไหนจะต้องวิ่งซ้อมกับเด็กปุเลง ๆ ดูแล้วเหมือนอยู่กันคนละโลกเลยแฮะ แต่ก็นั่นแหละนะ ชีวิตคือการเรียนรู้ไม่ใช่หรือ? ne?

------------------------------

วันอาทิตย์ไปเรียน Kenjutsu กับ Jujutsu มา ความจริงยังเจ็บมืออยู่เลยน่ะจากอาทิตย์ที่แล้ว เพราะเป็นการเรียนดาบไม้แบบฟาดกันอย่างแรง ปกติเรียนเดือนละหน แต่เดือนนี้เซนเซมีแถมอีกหน ก็เลยไปเรียน เลยช้ำมากกว่าเก่า แต่เป็นช้ำใน เพราะมองข้างนอกไม่เห็นอะไร แต่แตะไม่ได้เลย สะดุ้งโหยง โห...เลยถึงกับต้องถ่ายรูปมือที่เจ็บแล้วไฮไลท์บริเวณที่ปวดมาก ๆ ส่งอีเมล์ไปถามเซนเซว่าทำไงดี เซนเซก็ดีใจหาย ตอบกลับมาทันทีว่าให้แช่น้ำแข็งทั้งวัน หรือให้นั่งถือไอซ์แพ็ค แล้วถ่ายรูปส่งมาด้วย เป็นไอซ์แพ็คสีเขียวอ่อนดูดีไซน์ขนาดเล็กน่ารักน่าเอ็นดูของญี่ปุ่น สงสัยเซนเซเอาไว้เวลาสอนพวกเด็ก ๆ อนุบาลญี่ปุ่นที่เล่นกับเราวันพฤหัสแน่เลย เออเนอะ คนญี่ปุ่นเขามีอะไรเขาก็อุดหนุนพวกเดียวกันเสมอ ประเทศถึงเจริญ

แต่เมื่อวานเราต้องเตรียมสอนลูกศิษย์เราเหมือนกัน (สอนกม. ไม่ได้สอนดาบ!) เลยไม่ได้นั่งเอามือจุ่มถังน้ำแข็งเป็นหมีขั้วโลกอย่างที่เซนเซสั่ง วันนี้ว่าจะต้องเอาไอซ์แพคมานั่งถือหน่อยแล้ว กลัวเดี๋ยววันพฤหัสเจอเซนเซอีกเปรี้ยงเดี๋ยวมือหักแน่ คราวนี้ไม่ต้องจับดาบกันอีกเป็นเดือน!

painful grip1 รูปมือแสดงบริเวณบาดเจ็บที่ส่งไปให้เซนเซดู จริง ๆ แล้วก็คือบริเวณที่จับด้ามดาบนั่นเอง เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของเราเอง และเซนเซบอกว่าเป็นเรื่องของ consciousness & purpose ตอนจังหวะที่เข้าปะทะด้วย ไม่ใช่แค่เทคนิคการจับด้ามดาบเท่านั้น ดาบไม้ที่เราใช้ซ้อมต่อสู้นั้นจะว่าไปแล้วไม่ใหญ่และหนักเท่าดาบที่ใช้ฝึกสมาธิด้วยซ้ำไป อันนั้นขนาดเท่าใบพายเรือเห็นจะได้ เราแอบเรียกในใจว่า ไซส์มูซาชิ ถ้าใครเคยอ่านเรื่องมูซาชิตอนที่ดวลครั้งสุดท้ายก็คงจะทราบ เพราะว่าพายที่เขามาเหลาใช้แทนดาบนั้นยาวกว่าดาบคู่แข่งที่ได้ชื่อว่ายาวที่สุดในวงการตอนนั้นอีกด้วยซ้ำ คิดเอาเองว่าจะหนักขนาดไหน!

แต่เราว่าเป็นเพราะดาบเบาและเล็กนี่แหละ เลยทำให้แรงปะทะมาเข้ามือเราเต็ม ๆ เลย เนื้อไม้ไม่สามารถ absorb แรงเอาไว้ได้ นี่แหละที่จะทำให้กระดูกมือหักเอา เพราะนี่หลายวันแล้วยังเจ็บอยู่เลย ถ้าพรุ่งนี้ไม่หายสงสัยต้องไปเอ๊กซเรย์ เพราะกดแล้วเจ็บ แต่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หรือจะต้องไปหาน้ำใบบัวบกมากินเนี่ย?

Sensei's ice pack นี่คือรูปเจลไอซ์แพคของญี่ปุ่นที่เซนเซส่งมาให้ดู บอกว่าให้ไปนั่งถือทั้งวันจนกว่ามือจะหายเจ็บ ซึ่งความจริงแล้วเจ็บทั้งสองมือ เพราะดาบซามูไรจังหวะที่หวดมือที่ออกแรงจริง ๆ จะเป็นมือซ้ายในขณะที่มือขวาแค่บังคับทิศทาง คล้าย ๆ กับไดรฟ์กอล์ฟ (มิน่าคนญี่ปุ่นถึงชอบตีกอล์ฟ เกี่ยวไหมเนี่ย) แต่ที่ถูกที่สุดคือไม่ใช่แรงจากมือหรือแขนเลย แต่ต้องใช้กำลังภายในจากร่างกาย และจิตใจเท่านั้น ซึ่งเซนเซสอนกี่ทีเราก็ยังทำไม่ได้ ว่าแต่ว่า ไอซ์แพคอันเนี้ย....เวลาไปสอนกม.นิสิตจะให้ถือเจลนี่ไปกำสองมือแบบถือดาบด้วยเนี่ยนะเซนเซ แหะ ๆ

This page is powered by Blogger. Isn't yours?